ลองนึกภาพห้องประชุมที่ไม่ต้องมีไมโครโฟนวางอยู่ตรงหน้าทุกคน แต่ทันทีที่ใครสักคนเริ่มพูด ระบบกลับรู้ได้ว่า ‘เสียงมาจากตรงไหน’ แล้วเลือกโฟกัสเสียงของคนนั

ลองนึกภาพห้องประชุมที่ไม่ต้องมีไมโครโฟนวางอยู่ตรงหน้าทุกคน แต่ทันทีที่ใครสักคนเริ่มพูด ระบบกลับรู้ได้ว่า ‘เสียงมาจากตรงไหน’ แล้วเลือกโฟกัสเสียงของคนนั้นให้ดังชัดขึ้นมาได้เอง 🗣️
.
เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้ มีเทคโนโลยีหนึ่งที่เรียกว่า Microphone Array 🎙️ ระบบที่ใช้ไมโครโฟนหลายตัวทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยระบุว่าเสียงกำลังเดินทางมาจากทิศทางไหน
แต่ที่น่าสนใจคือ จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเรื่อง Microphone Array ของอาจารย์เคี๊ยง หรือ รศ. ดร.สรศักดิ์ ด่านวรพงศ์ ไม่ได้มาจากโจทย์วิชาการชิ้นใหญ่ แต่มาจากปัญหาธรรมดา ๆ ที่ใครมีรถก็น่าจะนึกภาพออก…
.
ช่วงเย็น ๆ บริเวณที่จอดรถใกล้ตึกวิศวกรรมสังคีต (IMSE) จะมีนกมารวมตัวกันเยอะมาก แถมส่งเสียงดัง และถ้าใครเผลอเอารถไปจอดอยู่ข้างล่าง
อาจารย์เคี๊ยงเล่าติดตลกว่า “เรียบร้อย! เหมือนโดนบอมบ์เต็มรถ”🐦‍⬛🧨
จากที่เห็นนกมารวมตัวกันอยู่ทุกวัน บ่อย ๆ เข้า อาจารย์เคี๊ยงและทีมก็เริ่มสนใจว่า
ถ้าอยากศึกษานกพวกนี้ขึ้นมาจริง ๆ เราจะเก็บข้อมูลอะไรจากมันได้บ้าง
ตอนนั้นสิ่งที่จับได้ง่ายที่สุดก็คือ ‘เสียง’ 🔊
.
ทีมจึงเริ่มง่าย ๆ ด้วยการเอาไมโครโฟนหนึ่งตัวไปตั้งใกล้ต้นไม้เพื่อเก็บเสียง
แต่พอได้เสียงมาก็นึกสงสัยต่อ ‘แล้วจะรู้ได้ยังไงว่านกพวกนี้มาจากทางไหน?’
.
จากไมโครโฟนหนึ่งตัว จึงเริ่มเพิ่มเป็นสองตัว สามตัว เพิ่มไปเรื่อย ๆ…
เพื่อดูว่าเมื่อรับเสียงจากหลายตำแหน่งพร้อมกัน จะสามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นช่วยหาทิศทางของเสียงได้หรือไม่?
และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาอาจารย์เคี๊ยงและทีมมาศึกษา ‘Microphone Array’
.
แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในวงการเสียง อ่านมาถึงตรงนี้อาจเริ่มสงสัยแล้วว่า…
Microphone Array คืออะไรกันแน่?
พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด หลักการของ Microphone Array ก็คล้ายกับสิ่งที่ทุกคนมีติดตัวอยู่แล้ว นั่นคือ ‘หูสองข้าง’
เวลาเราแยกออกว่าเสียงมาจากทางซ้ายหรือขวา ไม่ได้เกิดจากพลังวิเศษอะไร แต่เกิดจากเสียงเดินทางไปถึงหูซ้ายกับหูขวา ‘ไม่พร้อมกัน’ ต่างกันเพียงเสี้ยววินาที สมองเอาความต่างนั้นมาประมวลผลและบอกทิศทางให้
Microphone Array ก็ทำงานบนหลักการคล้ายกัน เพียงเปลี่ยนจาก หูเป็นไมโครโฟน และใช้อัลกอริทึมแทนสมอง
.
ทุกวันนี้เทคโนโลยีนี้ถูกใช้แล้วในห้องประชุมสมัยใหม่
แทนที่จะให้ทุกคนมีไมค์อยู่ตรงหน้า ก็ติด Microphone Array ไว้บนเพดานแทน ระบบจะหาก่อนว่าใครกำลังพูดอยู่ทิศไหน แล้วโฟกัสการรับเสียงไปยังตำแหน่งนั้น ทำให้เสียงของผู้พูดคนนั้นดังชัดขึ้นโดยอัตโนมัติ
.
จริง ๆ แล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมทดลองสร้าง Microphone Array ขึ้นมาเอง ก่อนหน้านี้ทีมเคยพัฒนาระบบและนำไปเปรียบเทียบกับอุปกรณ์เชิงพาณิชย์ที่มีราคาหลักล้านมาแล้ว และจากประสบการณ์ตรงนั้น อาจารย์เคี๊ยงจึงมองต่อว่า จะทำอย่างไรให้องค์ความรู้เหล่านี้กลายเป็นโจทย์ที่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สามารถเข้ามาสร้าง ทดลอง และเรียนรู้กระบวนการทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง
ทีมจึงทดลองวางไมโครโฟน 3 ตัวในพื้นที่ที่ต้องการระบุตำแหน่งของเสียง เมื่อมีเสียงเกิดขึ้น เสียงจะเดินทางไปถึงไมโครโฟนแต่ละตัว “ไม่พร้อมกัน” เพราะแต่ละตัวอยู่ห่างจากต้นกำเนิดเสียงไม่เท่ากัน ตัวที่ใกล้กว่าได้ยินก่อน ตัวที่ไกลกว่าได้ยินทีหลัง
ความต่างเพียงเสี้ยววินาทีนี้ เมื่อนำมาคำนวณต่อ ก็ช่วยบอกได้ว่า เสียงนั้นมาจากตรงไหน
.

จากตรงนี้ ทีมจึงเริ่มมองต่อว่า หลักการเดียวกันอาจไม่จำเป็นต้องใช้กับ ‘เสียง’ เพียงอย่างเดียว
แล้วถ้าเปลี่ยนจากไมโครโฟนที่รับเสียงในอากาศ เป็นเซ็นเซอร์ที่รับแรงสั่นสะเทือนผ่านพื้นดินล่ะ? เราจะใช้หลักการเดียวกันตามหาตำแหน่งของสิ่งที่ทำให้พื้นสั่นได้ไหม?
คำถามนี้นำไปสู่หนึ่งในโจทย์ที่ทีมกำลังมองว่าจะนำองค์ความรู้ไปต่อยอด นั่นคือ ‘การตรวจจับตำแหน่งของช้างป่า’ 🐘⚠️
.
ในหลายพื้นที่ เมื่อช้างป่าออกจากพื้นที่ป่าเข้ามาใกล้ชุมชน อาจเกิดทั้งความเสียหายต่อพืชผลและทรัพย์สิน รวมถึงความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของทั้งคนและช้าง การรู้แค่ว่ามีช้างเข้ามาแล้วจึงอาจยังไม่พอ เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือ ตอนนี้ช้างอยู่ตรงไหน และกำลังเคลื่อนที่ไปทางไหน
กล้องอาจช่วยได้เฉพาะในพื้นที่ที่มองเห็น แต่ทุกครั้งที่ช้างเดิน เท้าใหญ่ ๆ ที่รองรับน้ำหนักมหาศาลได้กระแทกลงบนพื้น ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนตามมาด้วย ทีมจึงสนใจว่า ถ้าเราจับแรงสั่นสะเทือนเหล่านี้ได้จากหลายจุด จะใช้มันตามหาตำแหน่งของช้างเหมือนที่เราใช้ไมโครโฟนตามหาตำแหน่งของเสียงได้ไหม?
.
จากตอนแรกที่อยากรู้ว่า “นกมาจากไหน?”
วันนี้ทีมกำลังมองต่อว่า กระบวนการเดียวกันนี้จะช่วยบอกได้ไหมว่า “ช้างอยู่ตรงไหน?”
และความเป็นไปได้ยังไม่จบแค่นั้น
ลองนึกภาพว่ามีที่ดินอยู่บนถนนสุขุมวิทแล้วอยากสร้างคอนโด จะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่มาอยู่จะเจอเสียงรบกวนมากแค่ไหน ถ้ามีเครือข่ายเซ็นเซอร์กระจายอยู่ทั่วเมือง เก็บข้อมูลจนกลายเป็นแผนที่เสียงของกรุงเทพฯ ที่ทุกคนเข้ามาตรวจสอบได้ ข้อมูลเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวางผังเมือง กำหนดโซนโรงงาน โซนที่อยู่อาศัย หรือช่วยผลักให้เรื่องมลภาวะทางเสียงถูกมองเห็นและให้ความสำคัญมากขึ้น
.
สิ่งที่อาจารย์เคี๊ยงย้ำจึงไม่ได้มีแค่ว่า สุดท้าย Microphone Array ที่สร้างขึ้นจะเอาไปทำอะไร แต่ยังรวมถึง ‘กระบวนการ’ ระหว่างทางด้วย
เพราะถ้าซื้อเครื่องสำเร็จรูปมา นักศึกษาอาจเรียนรู้แค่วิธีใช้ แต่เมื่อเลือกสร้างและศึกษาเองตั้งแต่ต้น พวกเขาต้องเข้าใจตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ การประมวลผลสัญญาณ ไปจนถึงอัลกอริทึม และเมื่อเข้าใจกระบวนการจริงๆ ความรู้นั้นก็สามารถนำไปต่อยอดกับโจทย์อื่นได้อีก 💭
.
จากนกในลานจอดรถ มาถึง ไอเดียที่จะต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อช่วยตรวจจับตำแหน่งช้างป่า และอาจไปไกลถึงการทำความเข้าใจ ‘เสียงของเมืองทั้งเมือง’ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่เราเคยแค่ได้ยิน ให้กลายเป็นข้อมูลที่นำไปใช้แก้ปัญหาได้จริง
แต่พอมองย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของทั้งหมดกลับเป็นคำถามธรรมดามาก
‘นกพวกนี้มาจากไหน?’

ติดต่อสอบถาม

02-329-8197

imse@kmitl.ac.th

วิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ถนนฉลองกรุง ลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520

Scroll to Top