“ติดบ้าน” และ “เฉาตาย” สองคำน่าเศร้าที่กำลังซ่อนอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ… . ทุกวันนี้ คนไทยมากกว่า 1 ใน 5 เป็นผู้สูงอายุแล้วทุกวันนี้ คนไทยมากกว่า 1 ใน 5

“ติดบ้าน” และ “เฉาตาย” สองคำน่าเศร้าที่กำลังซ่อนอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ…
.
ทุกวันนี้ คนไทยมากกว่า 1 ใน 5 เป็นผู้สูงอายุแล้วทุกวันนี้ คนไทยมากกว่า 1 ใน 5 เป็นผู้สูงอายุแล้ว
ข้อมูลปัจจุบัน ณ เดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า
ผู้สูงอายุมีสัดส่วนประมาณ 22.28% ของประชากรทั้งหมด
ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) เป็นที่เรียบร้อย
และตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อีกเพียงประมาณ 5 ปี หรือในปี 2574 คาดว่าสัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 28%
พาประเทศไทยเข้าใกล้สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society)
.
เมื่อตัวเลขของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า ‘เราจะดูแลพวกเขาอย่างไร’
แต่คือ ‘เราจะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม’
เพราะสำหรับพวกเขา หนึ่งในสิ่งที่ค่อย ๆ หายไปตามวัย คือโอกาสในการออกจากบ้าน พบปะผู้คน
และทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น จน ‘ความเหงา’ กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญของสังคมสูงวัย
.
จริง ๆ แล้ว ผู้สูงอายุไม่ได้ไร้สังคมหรือ Community ของตัวเอง
เราอาจคุ้นตากับภาพกลุ่มผู้สูงอายุที่นัดกันเต้นลีลาศ ร้องคาราโอเกะ
ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมร่วมกัน เพราะการได้ออกจากบ้าน
ได้พบปะพูดคุย และได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
ยังคงเป็นส่วนสำคัญของชีวิตไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน
.
แต่พื้นที่แบบนี้ไม่ได้มีอยู่ทุกที่
และไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่จะเข้าถึงได้ง่าย
โดยเฉพาะในเมืองเล็กหรือต่างจังหวัดที่กิจกรรมและพื้นที่รวมตัวอาจมีตัวเลือกไม่มากนัก
.
สำหรับผู้สูงอายุบางคน เมื่อชีวิตประจำวันค่อย ๆ เหลือเพียงการอยู่บ้าน
ไม่ค่อยได้พบปะผู้คน สิ่งที่หายไปจึงอาจไม่ใช่แค่ “กิจกรรม” ที่เคยทำ
แต่รวมถึงบทสนทนา ความสัมพันธ์ และความรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นส่วนหนึ่งของใครบางคน
.
เมื่อชีวิตประจำวันเหลือเพียงการอยู่บ้าน ไม่ค่อยได้พบปะผู้คน
สิ่งที่ค่อย ๆ หายไปอาจไม่ใช่แค่กิจกรรม
แต่รวมถึงความรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
.
.
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 อาจารย์ปลื้ม หรือ ดร.ณัชชา เตชะอาภรณ์ชัย
ได้ลงพื้นที่ทำวิจัยร่วมกับทีมวิจัยคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก สสส.
โดยมีจุดเริ่มต้นจากการถอดบทเรียนของอาจารย์เกษียณท่านหนึ่งที่มีภาวะอัลไซเมอร์
และท่านได้ศึกษาพบว่าดนตรีอาจมีส่วนช่วยได้ จึงเริ่มนำดนตรีมาทำกิจกรรมร่วมกับผู้สูงอายุ
เครื่องดนตรีที่มักเลือกใช้ในการทำกิจกรรมคือ “อังกะลุง”
เพราะจุดเด่นคืออังกะลุงหนึ่งตัวรับผิดชอบหนึ่งเสียง
ผู้เล่นจึงไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรีเป็นมาก่อน ก็สามารถเข้าร่วมวงได้ตั้งแต่วันแรก
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับมีความหมายมากกว่าแค่การได้มาเล่นดนตรีร่วมกัน
.
ผู้สูงอายุหลายท่านเล่าให้ฟังว่า จากที่เคยติดบ้าน ไม่ค่อยได้พบเจอใคร
กิจกรรมนี้ทำให้พวกเขาได้กลับมาเจอเพื่อน ได้ทำบางสิ่งร่วมกับคนอื่น
และได้กลับมารู้สึกภูมิใจอีกครั้ง
บางคนถึงกับบอกว่า รู้สึกอยากส่งต่อสิ่งดี ๆ และอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
.
“ดนตรีพาพวกเขากลับมาอยู่ร่วมกัน ได้ทำบางสิ่งร่วมกัน ได้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง อยากส่งต่อสิ่งดี ๆ และอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป สำหรับปลื้ม นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดของดนตรีที่เราทำเพื่อผู้สูงอายุ” อาจารย์ปลื้มกล่าว
.
แต่เมื่อเอาอังกะลุงมาใช้จริง ก็พบข้อจำกัด
ทั้งเก็บรักษายาก มีปัญหาเรื่องความชื้นและเสียงที่เพี้ยน
และบางตัวก็หนักหรือขนาดใหญ่จนผู้สูงอายุบางท่านถือไม่ไหว
.
เมื่อย้ายมาอยู่ที่วิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต (IMSE)
อาจารย์ปลื้มจึงนำโจทย์นี้มาปรึกษากับทีมของมหาวิทยาลัย
และโจทย์ก็ไปตกอยู่ในมือของอาจารย์โจอี้ หรือ อาจารย์วรกฤษฏิ์ ธิดา
ซึ่งนำแนวคิด Acoustic Metamaterial มาใช้ในแก้ปัญหา
.
พูดง่าย ๆ Acoustic Metamaterial คือการออกแบบโครงสร้างของวัสดุ
เพื่อควบคุมพฤติกรรมของเสียงในแบบที่วัสดุธรรมดาทำไม่ได้
.
โจทย์ตั้งต้นจึงเป็นการนำแนวคิดทางวิศวกรรมมาพัฒนาเครื่องดนตรีโดยยังคงรูปแบบหนึ่งเครื่องหนึ่งเสียง
เช่นเดียวกับอังกะลุง แต่มีน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด จัดเก็บและเคลื่อนย้ายได้สะดวก
และเหมาะกับการนำไปใช้ในกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น
.
แต่กว่าจะกลายมาเป็น Woodblock ในวันนี้ ระหว่างทางไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
.
Woodblock ต้นแบบมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทีมจึงพยายามย่อให้เล็กลง
แต่ต้นแบบแรกกลับ เล็กจิ๋วจนเกินไป
แถมเสียงที่ได้ก็ยังไม่เป็นอย่างที่ต้องการ
จึงต้องลองผิดลองถูกทั้งขนาด รูปทรง และโครงสร้างอีกหลายครั้ง
.
.
และเมื่อถูกถามตรง ๆ ว่า “งานวิจัยนี้ จะเอาไปทำอะไร และใช้ประโยชน์ได้จริงหรือ?”
คำตอบของอาจารย์โจอี้ไม่ได้เริ่มจากการพยายามหาว่า
งานชิ้นนี้จะต้องถูกนำไปใช้กับอะไร
แต่เริ่มจากความเชื่อแบบนักวิทยาศาสตร์ว่า
“ผมเชื่อว่างานทุกงานมีคุณค่าในตัวมันเอง
ในฐานะที่ผมจบ Pure Science เรามักเริ่มต้นจากความอยากรู้
หน้าที่ของผมคือค้นหาสิ่งที่คนอื่นยังไม่รู้ และบันทึกองค์ความรู้นั้นไว้
เพื่อว่าวันหนึ่ง
คนรุ่นหลังจะสามารถหยิบมันไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้”
.
ก้าวต่อไปของงานนี้ คือการพา Woodblock กลับไปหาคนที่ทำให้มันเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
‘ผู้สูงอายุ’
.
.
เบื้องหลังเครื่องดนตรีชิ้นเล็ก ๆ นี้ คือองค์ความรู้อย่าง
Acoustic Meta Material ที่ซับซ้อนไกลตัวจนคนที่ได้ใช้ Woodblock จริง ๆ
อาจไม่เคยรู้จักชื่อของมันด้วยซ้ำ…
แต่สิ่งที่ทีมวิจัยหวังจะได้เห็นกลับเรียบง่ายกว่านั้นมาก
คือการที่ผู้สูงอายุได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวง ได้รู้สึกว่าเสียงของตัวเองยังมีความหมาย
ได้เห็นคุณค่าของตัวเองผ่านสิ่งที่ทำร่วมกับคนอื่น และได้พบกับความภูมิใจและความสุขอีกครั้ง

CONTACT US

02-329-8197

imse@kmitl.ac.th

Institute of Music Science and Engineering

King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang, Chalongkrung Road, Ladkrabang, Bangkok 10520 Thailand

Scroll to Top