เราจะพา ‘ดนตรีไทย’ ไปสู่โลกอนาคตได้อย่างไร?
เราส่งคำถามนี้ให้อาจารย์จ๊าก หรือ กิตติพิชญ์ มีสวาสดิ์ และคำตอบที่ได้กลับมา ก็ทำให้เราประหลาดใจไม่น้อย
เพราะแทนที่จะพูดถึงเรื่องของ “ดนตรี” เพียงอย่างเดียว อาจารย์กลับมองไปไกลกว่านั้น
.
“ผมคิดว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะ ต้องทำงานร่วมกัน” อาจารย์กล่าว
.
สำหรับอาจารย์จ๊าก การพาดนตรีไทยไปข้างหน้า ไม่ได้หมายถึงการเอาเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ของเดิม
แต่คือการนำความรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ
มาช่วยแก้ข้อจำกัด และเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ
ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยให้ดนตรีไทยมีพื้นที่สำหรับการเรียน
และการเล่นเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไป
.
และหนึ่งในข้อจำกัดที่อาจารย์จ๊ากเจอ กลับเป็นเรื่องธรรมดากว่าที่คิด
‘ฆ้องวงใหญ่ ใหญ่เกินกว่าจะแบกกลับบ้านไปซ้อม’
เรื่องมันเริ่มง่ายๆ แค่นี้เลย…
.
ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน
อาจารย์จ๊ากเรียนจบด้าน Acoustic
จากมหาวิทยาลัย Aalborg ประเทศเดนมาร์ก
และมาสอนอยู่ในภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า พร้อมกับโจทย์ว่า ‘ในฐานะอาจารย์ จะทำวิจัยเรื่องอะไรดี?’
.
จากคนที่เรียนเรื่อง “เสียง” มา จึงเริ่มสนใจว่า ความรู้ที่มีจะนำมาทำอะไรกับ “เสียงดนตรีไทย” ได้บ้าง
ยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับอาจารย์สาขาดนตรีไทย และเห็นนักเรียนนั่งซ้อมฆ้องวงใหญ่อยู่ในห้อง
ปัญหาหนึ่งก็ยิ่งชัดขึ้น เพราะฆ้องวงใหญ่ไม่ใช่เครื่องดนตรีที่จะยกขึ้นมอเตอร์ไซค์
แล้วพากลับไปซ้อมต่อที่บ้านได้ง่าย ๆ
.
เลยเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามว่า
ถ้ามีฆ้องอิเล็กทรอนิกส์ที่พกกลับบ้านได้ แค่เสียบหูฟังแล้วนั่งฝึกเอง โดยไม่ต้องมีฆ้องวงใหญ่วางอยู่ตรงหน้าล่ะ?
.
ฟังในวันนี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อ 14 ปีก่อน เทคโนโลยียังไม่ได้เอื้อให้ไอเดียนี้เกิดขึ้นง่าย ๆ
และพอลงมือทำจริง อาจารย์จ๊ากบอกกับเราว่า “ปัญหาด่านแรกก็โผล่มาทันที”
เพราะก่อนจะสร้างเสียงฆ้องขึ้นมาใหม่ เราต้องรู้ให้แน่ก่อนว่า เสียงฆ้องประกอบขึ้นจากอะไร?
.
ในเวลานั้น ข้อมูลความถี่ของโน้ตดนตรีสากลสามารถค้นหาได้ทั่วไป
แต่เมื่ออาจารย์จ๊ากลองหาข้อมูลแบบเดียวกันของดนตรีไทย กลับหาไม่เจอ
อาจเพราะอาจารย์ไม่ใช่คนในวงการดนตรีไทยจึงไม่คุ้นเคยกับการค้นคว้าข้อมูลลักษณะนี้
.
เมื่อไม่มีข้อมูลให้หยิบมาใช้ ก็ต้องเริ่มศึกษากันเอง
เสียงฆ้องจริงจึงถูกนำมาบันทึกและวิเคราะห์ เพื่อทำความเข้าใจว่า
อะไรทำให้เสียงหนึ่งเสียงฟังแล้วเป็น ‘เสียงฆ้อง’
เสียงที่เราเคยฟังด้วยหู ถูกถอดออกมาเป็น ‘ตัวเลข’
ก่อนที่ตัวเลขเหล่านั้นจะถูกประกอบกลับมาเป็น ‘เสียงฆ้อง’ อีกครั้ง
จนในที่สุด อาจารย์จ๊ากสามารถพัฒนาโปรแกรมสังเคราะห์เสียงฆ้องบนแท็บเล็ต Android ได้สำเร็จ
แต่ยังติดปัญหาสำคัญคือ ‘กดแล้ว…เสียงมาช้า’
แม้จะหน่วงเพียงเสี้ยววินาที แต่คนเล่นสัมผัสได้ทันที
และด้วยข้อจำกัดด้านความสามารถ ณ ขณะนั้น ปัญหา Latency จึงยังแก้ไม่ได้
.
แม้ท้ายที่สุดงานจะได้รับการตีพิมพ์ทางวิชาการ ซึ่งถือเป็น ‘ความสำเร็จ’ แล้ว
แต่สำหรับอาจารย์จ๊าก ความสำเร็จที่อยากเห็นยังไปไกลกว่านั้น
อาจารย์อยากเห็นโปรแกรมนี้พัฒนาไปจนกลายเป็นเครื่องมือที่คนสามารถหยิบไปใช้ได้จริง
.
กว่า 10 ปีต่อมา ความตั้งใจนั้นถูกหยิบขึ้นมาสานต่ออีกครั้ง
.
เมื่อมาอยู่ที่วิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต (IMSE)
อาจารย์จ๊ากมองเห็นว่า งานวิจัยชิ้นนี้น่าจะเป็นโปรเจกต์ที่ดีสำหรับนักศึกษา
เพราะเบื้องหลังเสียงฆ้องเพียงหนึ่งเสียง ต้องอาศัยความรู้จากหลายศาสตร์มาประกอบเข้าด้วยกัน
.
กฤติกาน แสงไพโรจน์ หรือ น้องกิว ซึ่งณ เวลานั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม
คือคนที่เข้ามาสานต่องานชิ้นนี้ โดยนำงานวิจัยเดิมมาต่อยอดเป็นโปรเจกต์จบ
ภายใต้การสนับสนุนและคำแนะนำของอาจารย์จ๊าก
จาก ‘เสียงฆ้องจริง’ กิวค่อย ๆ ถอดคาแรกเตอร์ของเสียงออกมา
ก่อนพัฒนาจนกลายเป็นโปรแกรมสังเคราะห์เสียงฆ้องที่สามารถเล่นผ่าน MIDI Keyboard และสามารถต่อยอดเป็น Plugin ได้
.
จากโจทย์ที่ดูเหมือนแค่ “อยากเอาฆ้องกลับบ้านไปซ้อม”
กลายเป็นโปรเจกต์ที่ต้องหยิบทั้งดนตรีไทย Acoustic การบันทึกเสียง
การวิเคราะห์สัญญาณ การสังเคราะห์เสียง และการเขียนโปรแกรมมาทำงานร่วมกัน
.
อาจารย์จ๊ากเล่าติดตลกว่า งานนี้ไม่ได้ซับซ้อนถึงขั้น Rocket Science
ไม่ได้กำลังจะส่งใครไปดาวอังคารหรือดวงจันทร์
แต่กว่าจะทำให้มันเกิดขึ้น นักศึกษาคนหนึ่งกลับต้องหยิบแทบทุกอย่างที่เรียนมาตลอด 4 ปี
มาใช้กับโปรเจกต์นี้เพียงโปรเจกต์เดียว
และบางที สิ่งที่น่าสนใจกว่า ‘เสียงฆ้องสังเคราะห์’
คือการได้เห็นคำถามที่อาจารย์จ๊ากตั้งไว้เมื่อ 14 ปีก่อน เดินทางมาถึงคนอีกรุ่น…
.
จากงานวิจัยของอาจารย์ สู่โปรเจกต์จบของลูกศิษย์
จากองค์ความรู้เดิม สู่เครื่องมือและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ
และยังมีพื้นที่ให้คนรุ่นต่อไปเข้ามาช่วยกันพัฒนาต่อ
.
วันนี้ อาจารย์จ๊ากยังไม่เรียกโปรเจกต์นี้ว่า ‘สมบูรณ์’
เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่สามารถพัฒนาต่อไปได้
ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากงานชิ้นนี้ ยังมีนักวิจัย นักพัฒนา อาจารย์ นักศึกษา
และคนอีกหลายกลุ่มที่กำลังใช้ความรู้และเทคโนโลยีในแบบของตัวเอง
เพื่อต่อยอดและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับดนตรีไทยเพิ่มขึ้น
IMSE เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับดนตรีไทย
.
แต่เมื่อย้อนกลับมาที่คำถามแรก “เราจะพาดนตรีไทยไปสู่โลกอนาคตได้อย่างไร?”
โปรเจกต์นี้อาจกำลังบอกเราว่า
การรักษาของเดิมไว้ ไม่ได้แปลว่าเราต้องหยุดมันไว้กับที่
แต่อาจหมายถึงการหาวิธีใหม่ ๆ ที่จะพามันเดินต่อ
.
เพราะถ้าวันนี้เรายังแบกฆ้องทั้งวงกลับบ้านไม่ได้
อย่างน้อย เราก็ยังหาวิธีพา ‘เสียงของมัน’ เดินทางต่อไปได้
